วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

วิชาคณิตศาสตร์

ในคณิตศาสตร์ คู่อันดับ (ab) เป็นคู่ของวัตถุทางคณิตศาสตร์ โดย a เรียกว่า สมาชิกตัวหน้า และ b เรียกว่า สมาชิกตัวหลัง คู่อันดับอาจจะมองเป็นพิกัดก็ได้ สำหรับคู่อันดับนั้น อันดับมีความสำคัญ นั่นคือคู่อันดับ (ab) แตกต่างจากคู่อันดับ (ba) ยกเว้นกรณีที่ a = b ลักษณะนี้ไม่เหมือนกับคู่ไม่อันดับ ซึ่งคู่ไม่อันดับ {ab} เท่ากับคู่ไม่อันดับ {ba}
คู่อันดับยังอาจมองเป็น ทูเพิลเวกเตอร์ 2 มิติ หรือ ลำดับความยาว 2 ก็ได้ เนื่องจากคู่อันดับสามารถมีสมาชิกเป็นวัตถุทางคณิตศาสตร์ใด ๆ ก็ตาม สมาชิกของคู่อันดับก็อาจจะเป็นคู่อันดับด้วยเช่นกัน ทำให้สามารถนิยาม n สิ่งอันดับ โดยนิยามแบบเวียนเกิดได้ ตัวอย่างเช่น สามสิ่งอันดับ (a,b,c) สามารถนิยามโดย (a, (b,c)) หรือก็คือการนำคู่อันดับซ้อนกันไปเรื่อยๆ
ผลคูณคาร์ทีเซียน และ ความสัมพันธ์ทวิภาค (ซึ่งรวมถึงฟังก์ชัน) สามารถนิยามด้วยคู่อันดับได้ด้วยเช่นเดียวกัน

หลักโดยทั่วไป[แก้]

กำหนดคู่อันดับ  และ  เป็นคู่อันดับใด ๆ คุณสมบัติของคู่อันดับคือ
 ก็ต่อเมื่อ  และ 
เซตของคู่อันดับทั้งหมดที่สมาชิกตัวหน้ามาจากเซต X และสมาชิกตัวหลังมาจากเซต Y เรียกว่าผลคูณคาร์ทีเซียนของ X และ Y หรืออาจเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า X×Y ซึ่งความสัมพันธ์ทวิภาคจากเซต X ไปเซต Y ใด ๆ จะเป็นเซตย่อยของ X×Y
ในกรณีที่วงเล็บได้นำมาใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นแล้ว เช่นใช้แทนช่วงเปิดบนเส้นจำนวน ก็อาจใช้สัญลักษณ์วงเล็บ  แทน  ตามปกติได้

การนิยามคู่อันดับโดยใช้ทฤษฎีเซต[แก้]

เนื่องจากทฤษฎีเซตอาจถือได้ว่าเป็นรากฐานของคณิตศาสตร์ ดังนั้นวัตถุทางคณิตศาสตร์ใด ๆ ก็จะต้องสามารถนิยามภายใต้เซตได้ รวมถึงคู่อันดับด้วย[1] โดยได้มีนิยามหลากหลายรูปแบบในการนิยามคู่อันดับขึ้นมาจากเซต

นิยามของ Wiener[แก้]

Norbert Wiener ได้เสนอนิยามคู่อันดับโดยใช้ทฤษฎีเซตเป็นคนแรกในปี 1914[2]
เขายังสังเกตว่าด้วยนิยามนี้สามารถนำไปใช้กับการนิยามประเภทให้อยู่ในรูปของเซตได้อีกด้วย
Wiener ใช้ {{b}} แทนที่ {b} เพื่อให้นิยามนี้เข้ากันได้กับทฤษฎีประเภท ซึ่งมีข้อกำหนดว่าสมาชิกทุกตัวในคลาสต้องเป็น "ประเภท" เดียวกัน หรือนั่นก็คือเพื่อทำให้  เป็นประเภทเดียวกันกับ 

นิยามของ Hausdorff[แก้]

ในเวลาใกล้เคียงกันกับการเสนอนิยามคู่อันดับของ Wiener ในปี 1914 Felix Hausdorff ก็ได้นำเสนอนิยามด้วยเช่นกัน
โดยที่ 1 และ 2 ต้องแตกต่างจาก a และ b[3]

นิยามของ Kuratowski[แก้]

ในปี 1921 Kazimierz Kuratowski ได้เสนอนิยามคู่อันดับซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย[4] ว่า
มีการใช้นิยามนี้แม้ในกรณีที่สมาชิกตัวหน้ากับสมาชิกตัวหลังเหมือนกัน
เมื่อกำหนดคู่อันดับ p การทดสอบว่า x เป็นสมาชิกตัวหน้าของ p หรือไม่ สามารถหาได้จากค่าความจริงของ
ในกรณีที่ต้องการทดสอบว่า x เป็นสมาชิกตัวหลังของ p หรือไม่ สามารถหาได้จากค่าความจริงของ
สังเกตว่าเงื่อนไขนี้สามารถใช้ได้ในกรณีที่สมาชิกตัวหน้าและสมาชิกตัวหลังเหมือนกันด้วย เพราะประพจน์เชื่อม (conjunct)  จะเป็นจริงเสมอจากการที่ Y1 ≠ Y2 ให้ค่าความจริงเป็นเท็จ ส่งผลให้เหลือแต่การทดสอบว่ามีสมาชิกตัวหลังในสมาชิกของเซตหรือไม่ หากต้องการจะนำค่าสมาชิกตัวหน้าออกมาจากคู่อันดับ p สามารถหาได้จาก
และหากต้องการจะนำค่าสมาชิกตัวหลังออกมาจากคู่อันดับ p สามารถหาได้จาก

วิชาภาษาไทย



อักษรไทย

อักษรไทย เป็นอักษรที่ใช้เขียนภาษาไทยและภาษากลุ่มน้อยอื่นๆ ในประเืทศไทยมีพยัญชนะ44 รูป สระ21 รูปวรรณยุกต์ 4 รูป และเครื่องหมายอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง พยัญชนะไทยจะเรียงตัวไปตามแนวนอน จากซ้ายไปขวา ส่วนสระจะอยู่หน้า บน ล่าง และหลังพยัญชนะประกอบคำแล้วแต่ชนิดของสระ
อักษรไทยไม่มีการแยกอักษรตัวใหญ่หรืออักษรตัวเล็กอย่างอักษรโรมันและไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ เมื่อจบหนึ่งประโยคจะลงท้ายด้วยการเว้นวรรค กับมีเครื่องหมายวรรคตอนจำนวนหนึ่ง
ภาษาไทยมีตัวเลขเป็นของตัวเอง แต่นิยมใช้เลขอารบิกเป็นส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน
วิวัฒนาการ
สำเนาศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง
ราว พ.ศ. 400 ไทยได้อพยพจากถิ่นเดิมมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ใกล้อาณาเขตมอญซึ่งกำลังเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น เริ่มแรกคงเริ่มเลียนแบบตัวอักษรมาจากมอญ ต่อมาราว พ.ศ. 1500 เมื่อขอมขยายอำนาจเข้ามาในดินแดนของคนไทยซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำยม และได้ปกครองเมืองเชลียงและเมืองสุโขทัีย ไทยก็เริ่มดัดแปลงอักษรที่มีอยู่เดิมให้คล้ายกับอักษรขอมวัด
อักษรมอญและอักษรขอมที่เรานำมาดัดแปลงใช้นั้นล้วนแปลงรูปมาจากอักษรพนามีของพวกพราหมณ์ซึ่งแพร่หลายในอินเดียตอนเหนือ และอักษรสันสกฤตในสมัยราชวงค์ปัลลวะซึ่งแพร่หลายบริเวณอินเดียตอนใต้ อักษรอินเดียทั้งคู่นี้ต่างก็รับแบบมาจากอักษรฟินิเซียนอีกชั้นหนึ่ง อักษรเฟนีเซียนับได้ว่าเป็นอักษรที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นแม่แบบตัวอักษรของชาติต่างๆ ทั้งในเอเชียและยุโรป
ราว พ.ศ. 1826 พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยที่เรียกกันว่า "ลายสือไทย" ขึ้น ซึ่งได้เค้ารูปจากอักษรอินเดียฝ่ายใต้ รวมทั้งอักษรมอญและเขมรที่มีอยู่เดิม (ซึ่งต่างก็ถ่ายแบบมาจากอักษรอินเดียฝ่ายใต้ทั้งสิ้น) ทำให้อักษรไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับอักษรทั้งสาม แม้บางตัวจะไม่คล้ายกัน แต่ก็สามารถรู้ได้ว่าดัดแปลงมาจากอักษรตัวไหน
อักษรไทยมีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ในสมัยพญาฦาไท ราว พ.ศ. 1900 มีการแก้ไขตัวอักษรให้ผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะการเพิ่มเชิงที่ตัว  ซึ่งใช้ติดต่อเรื่อยมาจนทุกวันนี้ คาดว่าน่าจะเอาอย่างมาจากเขมร ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราว พ.ศ. 2223 ตัวอักษรเริ่มมีทรวดทรงดีขึ้นแต่ก็ไม่ทิ้งเค้าเดิม มีบางตัวเท่านั้นที่แก้ไขผิดไปจากเดิม คือตัว  และ  ซึ่งเหมือนกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นักวิชาการจำนวนหนึ่งเชื่อว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตัวอักษรและการใช้งานมีความคล้ายคลึงกับในปัจจุบันมากที่สุด

อักษรไทย
พยัญชนะ
พยัญชนะไทยมี 44 รูป สามารถแบ่งตามฐานที่ใช้ในการออกเสียงเป็นวรรค ดังเช่นภาษาบาลีและสันสกฤต พร้อมแสดงชื่อเรียกในปัจจุบัน
วรรค กะ- ไก่ ไข่ ขวด* ควาย คน* ระฆัง งู
วรรค จะ- จาน ฉิ่ง ช้าง โซ่ เฌอ หญิง
วรรค ฏะ- ชฎา ปฏัก ฐาน มณโฑ ผู้เฒ่า เณร
วรรค ตะ- เด็ก เต่า ถุง ทหาร ธง หนู
วรรค ปะ- ใบไม้ ปลา ผึ้ง ฝา พาน ฟัน สำเภา ม้า
เศษวรรค- ยักษ์ เรือ ลิง แหวน ศาลา ฤๅษี เสือ หีบ จุฬา อ่าง นกฮูก
* เนื่องจาก ฃ และ ฅ ปัจจุบันไม่พบการใช้งาน จึงอนุโลมใช้ ข และ ค แทนในการสะกด
พยัญชนะไทยยังแบ่งออกเป็น 3 หมู่ เรียกว่าไตรยางศ์ประกอบด้วย
  • อักษรสูง11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
  • อักษรกลาง 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
  • อักษรต่ำ 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ
สระ
สระในภาษาไทยมี 21 รูป ซึ่งรูปสระเหล่านี้จะนำไปประกอบเป็นรูปสระที่ใช้จริงอีกต่อหนึ่ง
  •  วิสรรชนีย์ นมนางทั้งคู่
  •  ไม้หันอากาศ หางกังหัน ไม้ผัด
  • ็ ไม้ไต่คู้ ไม้ตายคู้
  •  ลากข้าง
  •  พินทุ์อิ
  •  ฝนทอง
  •  นิคหิต นฤคหิต หยาดน้ำค้าง
  • " ฟันหนู, มูสิกทันต์
  •  ตีนเหยียด ลากตีน
  •  ตีนคู้
  •  ไม้หน้า
  •  ไม้ม้วน
  •  ไม้มลาย
  •  ไม้โอ
  •  ตัวออ
  •  ตัวยอ
  •  ตัววอ
  •  ตัวรึ
  • ฤๅ ตัวรือ
  •  ตัวลึ
  • ฦๅ ตัวลือ
วรรณยุกต์
วรรณยุกต์ในภาษาไทยมี 4 รูป 5 เสียง
คำทุกคำในภาษาไทยจะมีเสียงวรรณยุกต์เสมอ แม้ว่าจะไม่มีรูปวรรณยุกต์แสดงให้เห็นก็ตาม
รูปวรรณยุกต์
  •  ไม้เอก
  •  ไม้โท
  •  ไม้ตรี
  •  ไม้จัตวา
เสียงวรรณยุกต์
  • เสียงสามัญ
  • เสียงเอก
  • เสียงโท
  • เสียงตรี
  • เสียงจัตวา
ตัวเลข
ตัวเลขที่เป็นอักษรไทย เรียกว่าเลขไทย มีลักษณะดังนี้
๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙

วิธีการบอกจำนวนใช้ระบบประจำหลักเหมือนกับตระกูลเลขฮินดู-อารบิกอื่นๆ
เครื่องหมายวรรคตอน
  • . มหัพภาค หรือ จุด
  • , จุลภาค หรือ ลูกน้ำ
  • ; อัฒภาค
  • : ทวิภาค หรือ ต่อ
  • :- วิภัชภาค
  • - ยัติภังค์
  •  ยัติภาค
  • () นขลิขิต หรือ วงเล็บ
  • [] วงเล็บเหลี่ยม
  • {} วงเล็บปีกกา
  • ? ปรัศนี
  • ! อัศเจรีย์
  • “” อัญประกาศ
  • ... จุดไข่ปลา
  • _ _ _ เส้นประ
  • " บุพสัญญา
  • / ทับ
  •  ไม้ยมก
  •  ไปยาลน้อย หรือ เปยยาลน้อย
  • ฯลฯ ไปยาลใหญ่ หรือ เปยยาลใหญ่
  •  ฟองมัน หรือ ตาไก่
  • ๏" ฟองมันฟันหนู หรือ ฟันหนูฟองมัน
  •  อังคั่นเดี่ยว คั่นเดี่ยว หรือ คั่น
  •  อังคั่นคู่ หรือ คั่นคู่
  • ๚ะ อังคั่นวิสรรชนีย์
  •  โคมูตร
  •  ยามักการ
  •  ทัณฑฆาต (ตัวการันต์ คือพยัญชนะที่ถูกทัณฑฆาตกำกับ เช่น ก์ เรียกว่า กอการันต์)
  •  พินทุ
  •  ตีนครุ หรือ ตีนกา
  • มหัตถสัญญา (ย่อหน้า)
  • สัญประกาศ (ขีดเส้นใต้)

วิชาภาษาอังกฤษ

การสร้าง PRESENT CONTINUOUS TENSE

คำกริยาใน present continuous tense จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนเสมอ ได้แก่ - คำกริยา to be + V-ing (present participle)
(โครงสร้างของ present participle ได้แก่ คำกริยา+ing เช่น talking, playing, moving, smiling เป็๋นต้น)
ประโยคบอกเล่า
ประธานto be+ กริยา + ing
Sheistalking.
ประโยคปฏิเสธ
ประธานto be + notกริยา + ing
Sheis not (isn't)talking
ประโยคคำถาม
to be+ ประธานกริยา + ing
Isshetalking?

ตัวอย่างการใช้ TO GO ใน PRESENT CONTINUOUS TENSE

ประโยคบอกเล่าประโยคปฏิเสธประโยคคำถาม
I am goingI am not goingAm I going?
You are goingYou aren't going.Are you going?
He, she, it is goingHe, she, it isn't goingIs he, she, it going?
We are goingWe aren't goingAre we going?
You are goingYou aren't goingAre you going?
They are goingThey aren't goingAre they going?
หมายเหตุ: ในประโยคปฏิเสธสามารถใช้อะพอสทรอฟีเพื่อรวมคำสรรพนามเข้ากับคำกริยาเข้าด้วยกันได้ (contractions) เช่น I'm not going, you're not going, he's not going เป็นต้น

หน้าที่ของ PRESENT CONTINUOUS TENSE

Present continuous tense ก็เหมือน tenses อื่น ๆ ในภาษาอังกฤษที่ ทัศนคติของผู้พูด  มีความสำคัญมากพอ ๆ กับการกระทำหรือเหตุการณ์ เมื่อใช้ present continuous tense ผู้พูดคิดว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นและยังไม่เสร็จหรือยังไม่สมบูรณ์
การใช้ PRESENT CONTINUOUS TENSE
  • เพื่ออธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้น เช่น You are using the InternetYou are studying English grammar.
  • เพื่ออธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในระหว่างช่วงเวลานี้หรือสิ่งที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในช่วงเวลานี้ เช่น Are you still working for the same company? More and more people are becoming vegetarian.
  • เพื่ออธิบายสิ่งหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยสิ่งหรือเหตุการณ์เหล่านั้นได้ถูกเตรียมหรือถูกวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว เช่น We're going on holiday tomorrowI'm meeting my boyfriend tonightAre they visiting you next winter?
  • เพื่ออธิบายเหตุการณ์ชั่วคราว เช่น He usually plays the drums, but he's playing bass guitar tonightThe weather forecast was good, but it's raining at the moment.
  • ใช้ "always, forever และ constantly" เพื่ออธิบายและเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซ้ำ ๆ เช่น Harry and Sally are always arguingYou're constantly complaining about your mother-in-law!
โปรดระวัง! คำกริยาบางตัวไม่ค่อยนำมาใช้ในรูปของ continuous 

คำกริยาบางตัวที่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในรูปของ CONTINUOUS

คำกริยาที่อยู่รายการด้านล่างนี้ คือ คำที่มักจะใช้ในรูป simple เพราะอ้างถึง สภาพ การกระทำหรือกระบวนการ 
    ความรู้สึก /การรับรู้
  • to feel*
  • to hear
  • to see*
  • to smell
  • to taste
ความคิดเห็น
  • to assume
  • to believe
  • to consider
  • to doubt
  • to feel (= to think)
  • to find (= to consider)
  • to suppose
  • to think*
สภาพจิตใจ
  • to forget
  • to imagine
  • to know
  • to mean
  • to notice
  • to recognise
  • to remember
  • to understand
อารมณ์ /ความปรารถนา
  • to envy
  • to fear
  • to dislike
  • to hate
  • to hope
  • to like
  • to love
  • to mind
  • to prefer
  • to regret
  • to want
  • to wish
การวัดหรือการประเมินคุณค่า
  • to contain
  • to cost
  • to hold
  • to measure
  • to weigh
อื่น ๆ
  • to look (=to resemble)
  • to seem
  • to be (ในกรณีส่วนใหญ่)
  • to have (เมื่อหมายถึง "การเป็นเจ้าของ")*
ข้อยกเว้น
คำกริยาที่บ่งบอกถึงการรับรู้ (see, hear, feel, taste, smell) มักจะถูกนำมาใช้ร่วมกับ can บ่อย ๆ เช่น I can see... คำกริยาเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในรูปของ continuous ได้แต่จะให้ความหมายที่ต่างออกไป
  • This coat feels nice and warm. (การรับรู้ของคุณที่มีคุณภาพของเสื้อหนาว) 
  • John's feeling much better now (สุขภาพของเขาดีขึ้น)
  • She has three dogs and a cat. (แสดงความเป็นเจ้าของ)
  • She's having supper. (เธอกำลังทานอาหาร)
  • I can see Anthony in the garden (การรับรู้)
  • I'm seeing Anthony later (เราวางแผนว่าจะเจอกัน)

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

วิชาสังคมฯ


เศรษฐศาสตร์ (อังกฤษeconomics) เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการผลิต การกระจาย การบริโภคสินค้าและการให้บริการ ตามคำจำกัดความของนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมือง เรย์มอนด์ บารร์ แล้ว "เศรษฐศาสตร์คือศาสตร์แห่งการจัดการทรัพยากรอันมีจำกัด เศรษฐศาสตร์พิจารณาถึงรูปแบบที่พฤติกรรมมนุษย์ได้เลือกในการบริหารทรัพยากรเหล่านี้ อีกทั้งวิเคราะห์และอธิบายวิถีที่บุคคลหรือบริษัททำการจัดสรรทรัพยากรอันจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการมากมายและไม่จำกัด" [1]
คำว่า เศรษฐศาสตร์ มาจากคำภาษากรีก oikonomia ่ซึ่งแปลว่าการจัดการครัวเรือน (oikos แปลว่าบ้านและ nomos แปลว่า จารีตประเพณีหรือกฎหมาย ซึ่งรวมกันหมายความว่ากฎเกณฑ์ของครัวเรือน) แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันแยกออกมาจากขอบเขตที่กว้างของวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองเมื่อปลายศตวรรษที่ 19
การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ถูกประยุกต์ใช้ครอบคลุมทั้งสังคมในด้าน ธุรกิจการเงิน และรัฐบาล แม้แต่ทั้งด้านอาชญากรรมการศึกษาครอบครัวสุขภาพกฎหมายการเมืองศาสนา, สถาบันสังคม, สงคราม และวิทยาศาสตร์
ภาพแสดงผู้ซื้อและผู้ขายกำลังต่อรองราคาอยู่หน้าตลาดชิชิคาสเทนานโก ในประเทศกัวเตมาลา
วิชาเศรษฐศาสตร์จัดเป็นวิชาเชิงปทัสฐาน (เศรษฐศาสตร์ที่ควรจะเป็น) เมื่อเศรษฐศาสตร์ได้ถูกใช้เพื่อเลือกทางเลือกอันหนึ่งอันใด หรือเมื่อมีการตัดสินคุณค่าบางสิ่งบางอย่างแบบอัตวิสัย ในทางตรงข้ามเราจะเรียกเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นวิชาเชิงบรรทัดฐาน (เศรษฐศาสตร์ตามที่เป็นจริง) เมื่อเศรษฐศาสตร์นั้นได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายและอธิบายถึงผลลัพธ์ที่ตามมาเมื่อมีการเลือกเกิดขึ้น โดยพิจารณาจากสมมติฐาน และชุดของข้อมูลสังเกตการณ์ ทางเลือกใดก็ตามที่เกิดจากการใช้สมมติฐานสร้างเป็นแบบจำลอง หรือเกิดจากชุดข้อมูลสังเกตการณ์ที่สัมพันธ์กันนั้น ก็เป็นข้อมูลเชิงบรรทัดฐานด้วยเช่นเดียวกัน
เศรษฐศาสตร์จะให้ความสนใจกับตัวแปรที่สามารถวัดค่าได้เท่านั้น โดยสาขาของวิชาเศรษฐศาสตร์จะถูกจำแนกออกตามเนื้อหาเป็นสองสาขาใหญ่ ๆ คือ
  1. เศรษฐศาสตร์จุลภาค ซึ่งสนใจพฤติกรรมขององค์ประกอบพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจซึ่งรวมถึง ตลาดแต่ละตลาดและตัวแทนทางเศรษฐกิจ (เช่นครัวเรือน หน่วยธุรกิจ ผู้ซื้อ และผู้ขาย)
  2. เศรษฐศาสตร์มหภาค จะสนใจเศรษฐกิจในภาพรวม ตัวอย่างเช่น อุปทานมวลรวมและอุปสงค์มวลรวม การว่างงาน เงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกออกตามการวิเคราะห์ปัญหาได้แก่
  1. เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ หรือเศรษฐศาสตร์ตามความเป็นจริง (Positive economics)
  2. เศรษฐศาสตร์นโยบาย หรือเศรษฐศาสตร์ตามที่ควรจะเป็น (Normative economics)
สำหรับประเด็นหลัก ๆ ที่เศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจจะอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากร การผลิต การกระจายสินค้า การค้า และการแข่งขัน โดยหลักการแล้วคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์จะถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทางเลือกภายใต้ข้อจำกัดด้านความขาดแคลนมากขึ้นเรื่อย ๆ หรืออาจจะเรียกได้ว่ามีการกำหนดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ให้กับทางเลือกนั้น ๆ นั่นเอง
ในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยธุรกิจของประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะนิยมสอนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เรียกว่า เศรษฐศาสตร์แบบสำนักคลาสสิกใหม่ (Neo - Classical Economics) ทั้งนี้ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะวิเคราะห์ถึง "ความเป็นเหตุเป็นผล-ความเป็นปัจเจกชน-ดุลยภาพ" ตรงกันข้ามกับเศรษฐศาสตร์ทางเลือกที่เน้นวิเคราะห์ "สถาบัน-ประวัติศาสตร์-โครงสร้างสังคม" เป็นหลัก นะครับ[2]

วิชาการงานฯ


ตุ๊กตาถุงเท้าการบูร (Camphor sock dolls pattern)

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะค่ะ พอดีวันนี้ไปอ่านเจอวิธีทำเงินค่ะ เพื่อนๆ คงสงสัยกันว่ามันเกี่ยวอะไรกับตุ๊กตาหรือว่าแพทเทินตุ๊กตา นกขอบอกว่าอันอื่นไม่เกี่ยว แต่อันนี้เกี่ยวอย่างมากๆ ค่ะ เพราะว่านั่นคือ แอ่น..แอ้น ตุ๊กตาถุงเท้าการบูร (Camphor sock dolls pattern) เป็นไงละโดนบ้างหรือเปล่าค่ะ พอเจออย่างนี้แล้วนกก็เลยอยากนำมาเล่าสู่เพื่อนๆ บ้างค่ะ เริ่มเลยนะค่ะ (ต่อจากนี้เป็นข้อความที่อยู่ในหนังสือทั้งหมด นกขออนุญาตก็อปมาทั้งหมดนะค่ะ เพื่อเป็นการให้เกียรติ เจ้าของหนังสือค่ะ)

วันนี้เรามีงานอดิเรกที่น่ารักๆ มาแนะนำกันอีกครั้ง โดยขั้นตอนการก็ไม่ยุ่งยากเลยใครก็ทำได้ ทั้งยังปรับเปลี่ยนได้หลากหลายรูปแบบตามแต่จะจินตนาการ ซึ่งก็คือ "ตุ๊กตาการบูร เด็กแนว" ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าง่าย ใช้แขวนดับกลิ่นหรือเพิ่มความสดชื่น ที่สำคัญกลายเป็นอาชีพเสริมให้กับคุณแม่บ้านก็ได้ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า



วัสดุ-อุปกรณ์
1.ถุงเท้าขนาดเล็ก หรือถุงเท้าเด็ก (สีอะไรก็ได้ แต่ที่แนะนำคือมองดูสวย ดังนั้นควรจะเป็นสีสดหรือออกฉูดฉาด:นก แนะนำ)
2.การบูร
3.ใยสังเคราะห์ (ใช้เกรดต่ำเช่น A ตัวเดียวก็ได้:นก แนะนำ)
4.เชือกผ้าเส้นใหญ่ เส้นเล็ก
5.เข็ม ด้าย หนังยาง กาวลาเท็กซ์
6.ตาตุ๊กตา กิ๊บติดผม 
วิธีการทำ
1.ตัดถุงเท้าตรงส่วนส้นเท้าออก (ตามรูป) จะได้ถุงเท้าเป็น 2 ส่วน (พยายามให้รอยตัดเป็นเส้นตั้งฉาก)
2.นำก้อนการบูรหุ้มด้วยใยสังเคราะห์ แล้วใส่เข้าไปในถุงเท้าส่วนที่ 1 จัดรูปทรงให้เป็นก้อนกลม แล้วใช้หนังยางรัด และนำส่วนที่ 2 มาพับส่วนปลายเข้าด้านในสวมรอบในส่วนที่ 1 (ส่วนที่ 2 มียางยืดของถุงเท้าอยู่ทำให้ครอบแล้วแน่นหนาไม่เลื่อนหลุด)
3.นำเชือกผ้าขนาดยวพอประมาณ มามัดปมทั้งสองข้าง แล้วมัดเชือกที่คอตุ๊กตาปิดหนังยางให้มิด (ตามรูป) และนำอีกเส้นมัดปม 2 ข้าง มาทำเป็นขาตุ๊กตาเย็บด้ายติดกับตัวเสื้อตุ๊กตา
4.ตกแต่งหน้าตุ๊กตา โดยใช้กาวลาเท็กซ์ติดลูกตา นำกิ๊บมาติดที่หมวก ส่วนปากใช้เชือกผ้าเส้นเล็กหรือใหมพรมชุบกาวติดลงไป
5.ทำเชือกแขวนเย็บติดที่หัวตุ๊กตา (อย่าทำที่หมวกเพราะอาจหลุดจากตัวตุ๊กตาเวลาแขวน)

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สวัสดีเทอม 2 วันแรก ม.1/3 พ.ศ.2561

เปิดเทอม 2 วันแรก รู้สึกดีใจที่ได้เจอกับเพื่อนๆ เพราะตอนปิดเทอมรู้สึกเหงาที่ไม่มีเพื่อนเล่น อยู่ที่บ้านได้แต่กินๆนอนๆไม่มีอะไรทำหรือไม่ก็เล่นเกม แต่พอได้มาโรงเรียนก็สนุก เพราะมีเพื่อนเล่นเยอะ